E-Commerce Park ทางรอดธุรกิจ MSMEs ไทย

เคยได้ยินมั้ยคำว่า e-Commerce Park ?

ทุกวันนี้เวลาได้รับเชิญไปประชุม หรือ บรรยายที่ไหนจะได้รับคำถาม หรือ คนเดินเข้ามาชวนคุยทุกครั้งในประเด็นที่ยักษ์ e-Commerce จากจีนเข้ามาทำตลาดในไทย ทั้ง Lazada (Alibaba) และ Central JD (Jingdong) และก็ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกับทุกครั้งๆ

วันนี้เลยตั้งใจเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ e-Commerce ecosystem ที่จีนให้ทุกคนที่ได้มาอ่านเข้าใจภาพตรงกันว่า เมื่อมียักษ์ e-Commerce จากจีนทั้ง 2 เข้ามาแล้ว เราควรต้องเตรียมพร้อมยังไง และอะไรคือเครื่องมือที่จะทำให้ธุรกิจ MSMEs (Micro, Small, Medium and Enterprise) ของไทยอยู่รอดได้

ระบบ e-Commerce ecosystem ของจีนจะมีหลักๆด้วยกัน 3 ส่วน (นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002)

  1. e-Commerce Park: สถานที่สำหรับให้คนทำธุรกิจ e-Commerce มาอยู่รวมกัน
  2. e-Commerce Platform: ที่คนไทยรู้จักก็มี taobao.com, tmall.com, aliexpress.com, jd.com เป็นต้น
  3. e-Payment: ปัจจุบันนี้ในจีนก็มี 2 เจ้าดังๆคือ Wechat Pay กับ Alipay แค่นั้น ส่วนรายอื่นๆก็พอมีแต่ส่วนแบ่ง และความนิยมยังน้อยมากๆ

วันนี้จะมาเจาะลึกเฉพาะ e-Commerce Park ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว และ คอนเนคชั่นส่วนตัวที่มีอยู่ทำให้ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับ e-Commerce Park ในจีนทั้งที่ Hangzhou, Shanghai, Beijing, Shenzhen และ Guangzhou มามากพอสมควร รวมๆแล้วก็เกิน 100 แห่ง จากทั้งหมดตอนนี้เกือบๆ 2,000 แห่ง จนตอนนี้บรรดาประธานสมาคมการค้า e-Commerce, e-Trade, e-Business ในจีน ที่ผมรู้จักตลอดปีที่ผ่านมา ยอมทำสัญญา MoU ให้ผมนำเอาธุรกิจ e-Commerce Park ของเค้ามาเปิดที่ไทยหลายต่อหลาย Park และบาง Park ยอมทำข้อตกลงในการนำสินค้าไทยบางส่วนไปขายทั่วโลก ผ่าน e-Commerce Park ที่จีน ด้วยสิทธิทางภาษี และ ต้นทุนค่าขนส่งที่ดีกว่าส่งออกจากไทยโดยตรง

เท่าที่ผมทราบ ปากต่อปาก จากเจ้าของ e-Commerce Park โดยมากคือ เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม, เจ้าของโรงแรม, เจ้าของอพารท์เมนต์, เจ้าของอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ มาแต่เดิมก่อนยุค ค.ศ. 2000 ไม่ก็เป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจพัฒนาด้านอสังหาฯ โดยมีรัฐสนับสนุนเรื่องที่ดินให้มีการปลูกสร้างอาคารเพื่อทำ e-Commerce Park และมีรูปแบบการพัฒนาที่ดิน และสิ่งก่อสร้างมาเป็น e-Commerce Park ประมาณนี้

 

(1) นำอาคารอุตสาหกรรม/โรงงาน มาปรับปรุงใหม่

 

(2) นำตลาด หรือ ตึกแถวหลายๆคูหา มาปรับปรุงใหม่

 

(3) สร้างใหม่บนที่ดินที่รัฐบาลสนับสนุนให้ (คล้ายๆเคส Alibaba – รัฐบาลไทย)

 

ธุรกิจ e-Commerce Park ตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ 1 ข้อหลักที่สำคัญที่สุด คือ

พาสินค้าจีนออกสู่ตลาดโลกให้ได้เร็วที่สุด ถูกที่สุด และมากที่สุด

การจะทำให้บรรุลวัตถุประสงค์ข้างต้น คุณลองคิดในหัวดูว่า

จะเร็วที่สุด – คุณจะต้องให้คนทำงานอยู่ใกล้ที่ทำงานมากที่สุด หรือ ทำให้ที่ทำงานเค้ากลายเป็นบ้าน

จะถูกที่สุด – คุณจะต้องสั่งวัตถุดิบทีละเยอะๆ, ลดการจ้างพนักงานประจำและมาใช้บริการ outsource ให้มาก, หาวิธีลดต้นทุนการทำการตลาด และประชาสัมพันธ์, หาวิธีต่อรองค่าขนส่งให้มากที่สุด, ต้องลดค่าธรรมเนียมที่ทำให้สินค้าได้ margin ลดลงทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ภาษี, payment fees, packaging fee, warehouse rental เป็นต้น

จะมากที่สุด – คุณจะต้องผลิตให้ได้มากที่สุด นั่นหมายความว่าคุณจะต้องมีทีมงานผลิตมากๆ หรือ มีคนที่ทำธุรกิจสินค้าชนิดเดียวกับคุณมาช่วยคุณผลิตด้วย (ที่ไทยผมไม่เคยเจอ โรงงานเย็บผ้าที่เป็นคู่แข่งกัน มาช่วยกันเย็บผ้าส่งให้อีกโรงงานนึงมาก่อน แต่ที่จีนผมเจอมาบ่อยแล้ว)

ลองจินตนาการภาพ facilities ในหัวดูว่า e-Commerce Park ประกอบด้วยอะไรบ้าง

(4) ภาพห้องอาหารสำหรับพนักงาน ที่ทำงานใน e-Commerce Park (ถ่ายมาจากหลายๆที่)

 

(5) ภาพห้องพักสำหรับเจ้าของธุรกิจและพนักงานที่มาเช่าพื้นที่ใน e-Commerce Park

 

 

(6) ภาพสิ่งอำนวยความสะดวกใน e-Commerce Park

อย่างโรงภาพยนต์จะเน้นฉายเฉพาะหนังที่ให้กำลังใจในการทำธุรกิจเป็นหลัก

 

(7) บริเวณโถงกลางก็จะมี Data แสดงให้ผู้อาศัยใน e-Commerce Park ได้เห็น

Data เหล่านี้จะคอยแจ้งว่า จุดไหนในประเทศ นใจสินค้าอะไร หรือประเทศไหนค้นหาสินค้าอะไรอยู่

 

(8) การอบรม จะมีแบบคอร์สระยะสั้น และ คอร์สระยะยาว

 

  • ระยะสั้นคือ 5 วันขึ้นไป เริ่มจากไม่รู้ จนขายออกได้ออเดอร์แรก
  • ระยะยาวคือ 30 วันขึ้นไป เริ่มจากมีไอเดีย แล้วมา apply เป็นผู้อาศัย (เช่า) อยู่ใน e-Commerce Park และก็มาฟังผู้อาศัย (เช่า) รายอื่นที่ประสบความสำเร็จยอดขายดี ในแต่ละวันมาบอกเทคนิคกันทุกเย็น
  • e-Commerce Park แต่ละที่จะมี อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ คล้ายๆกูรูบ้านเรา แต่เน้นเอาเฉพาะคนที่จับธุรกิจ e-Commerce ตั้งแต่เงินแทบไม่มีติดตัว จนรวยเป็นเศรษฐีร้อยล้าน และ อาจารย์เหล่านั้นก็จะมีสังกัด เป็น e-Commerce Park ที่ตัวเองไปอยู่ตั้งแต่แรกจนสร้างฐานะได้ และ เจ้าของ e-Commerce Park แต่ละแห่ง ก็จะมีการขอยืมตัว หรือ แลกตัว อาจารย์เหล่านี้ไปสอนให้กับ e-Commerce Park อื่นๆแลกเปลี่ยนกันไปมา

(9) Lobby Space แล้วแต่ดัดแปลงตามแต่ประเภทของ e-Commerce Park นั้นๆ อาทิ

  • Thinking Idea เหมือน co-working space บ้านเรา มีเยอะที่ Beijing
  • Maker Area เป็นที่ๆนั่งประดิษฐ์ของ มุมใคร มุมมัน จะเห็นบ่อยแถว Shenzhen เพราะชอบเล่นพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • Design Space เป็นที่ๆนัดพบลูกค้าสำหรับธุรกิจ เครื่องประดับ, จิวเวอรรี่, ออกแบบตกแต่ง ที่ Guangzhou จะเยอะเพราะคนไทยมักจะนิยมมานำสินค้าไปขายที่ประตูน้ำ จากเมืองนี้เป็นส่วนมาก รวมถึงเครื่องผลิต เครื่องจักรในโรงงานด้วย
  • Service Zone ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ Service ต่างๆ ที่ผู้เช่าทุกคนจำเป็นต้องใช้บริการ อาทิ การเสียภาษีธุรกิจ และส่วนบุคคล, บริการ Messenger ส่งของ ส่งเอกสาร, บริการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์, บริการด้านกฏหมายเช่น จดเครื่องหมายการค้า จดสิทธิบัตร จดจัดตั้งหรือแก้ไขข้อมูลบริษัท, บริการด้านศุลกากร, บริการด้านการจัดหาคน, บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข, บริการด้านทุนต่อยอด เป็นต้น

 

 

(10) Storage Service สำหรับให้บริการผู้อาศัย (เช่า) พื้นที่ใน e-Commerce Park

แบ่งได้หลักๆ 2 รูปแบบ

  1. จัดเก็บแบบคลังสินค้าปกติทั่วไป (ตามภาพ)
  2. จัดเก็บในรูปแบบของ Outlet Store ซึ่งจะเป็นตึกย่านชุมชนของเจ้าของ e-Commerce Park เพื่อเปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาซื้อได้ ซึ่งส่วนมากจะต้องซื้อมากกว่า 3 ชิ้นขึ้นไป

 

(11) รูปแบบแผนผัง e-Commerce Park ในจีนโดยทั่วไป

 

ถึงตอนนี้หลายคนที่อ่านคงจะนึกภาพออกแล้วว่า e-Commerce Park คืออะไร แต่ก็มีบางคนที่สงสัยว่าแล้วคนที่เป็นเจ้าของ e-Commerce Park ได้อะไร ซึ่งปกติผมก็จะบอกไปว่า ก่อนอยากจะรู้ว่าได้อะไร ต้องเข้าใจก่อนว่าเจ้าของ e-Commerce Park ต้องทำอะไรบ้าง

  1. ต่อรองหาราคาต้นทุนวัตถุดิบให้ได้ต่ำกว่าราคาท้องตลาด เพื่อมาป้อนให้ผู้อาศัย (เช่า) ในการผลิตสินค้า
  2. ให้ Platform สำหรับผู้อาศัย (เช่า) เข้ามา request ขอให้บริการต่างๆ รวมไปถึงสร้างหน้าร้าน e-Commerce และ mobile app แบบง่ายๆได้ด้วยตัวเอง
  3. ต้องเตรียมพร้อม Service/Facilities มากมายสำหรับผู้อาศัย (เช่า) โดยเฉลี่ย 200 ราย/Park และ แต่ละผู้อาศัย (เช่า) จะมีทีมพนักงานประมาณ 8 คนโดยเฉลี่ย สรุปคือ 1 ผู้อาศัย (เช่า) จะมีประชากรประมาณ 9 ราย ดังนั้นๆ e-Commerce Park นึง ก็จะมีประชากรอยู่ที่ราวๆ 1,800 คน (ไม่รวมพนักงานของ e-Commerce Park) เมื่อนับรวมกับพนักงาน และผู้ที่มีหน้าที่อื่นๆ เช่น แม่ค้าที่มาประมูลทำร้านอาหาร, พนักงานในร้านสะดวกซื้อที่มาเช่าพื้นที่ขายของ, พนักงานธนาคารที่มาคอยให้บริการ, เจ้าหน้าที่รัฐบาลที่มาอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร ก็จะทำให้ e-Commerce Park หลายที่ มีประชากรเฉลี่ยที่ 2,000 คน
  4. ต่อรองต้นทุนบริการ อาทิ ค่าธรรมเนียมในการนำสินค้าเข้าไปขายใน e-Commerce Platform ต่างๆทั่วโลก, ค่าบริการขนส่งสินค้า, ค่าบริการจัดหาคน, ค่าบริการด้านคำปรึกษาด้านกฏหมาย, ค่าบริการออกแบบผลิตภัณฑ์ ฯลฯ สารพัดค่า ซึ่งแต่ละ e-Commerce Park แต่ละแห่งจะงัดมาสู้กันเพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจมาอาศัย (เช่า)
  5. เปิดตลาด และ ให้ข้อมูลแก่ผู้อาศัย (เช่า) อย่างถูกต้องแม่นยำ เช่น บอกได้ว่า ระยะนี้คนรัสเซีย นิยมทานสัปปะรดภูแล มากกว่า สัปปะรดภูเก็ต และ มีแนวโน้มจะต้องการเพิ่มขึ้น xx หน่วยในระยะ 3-6 เดือนหน้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้ จะระบุไว้บนจอขนาดใหญ่ ตรงโถงกลาง เมื่อรู้ demand แล้ว เจ้าของ e-Commerce Park ต้องมีหน้าที่บินมาเจรจาเปิดตลาด เพื่อเอาสินค้ามาวางจำหน่ายให้ได้มากที่สุด
  6. สร้างคน เพื่อป้อนให้กับ ผู้อาศัย (เช่า) รวมไปถึงสร้างทีมส่วนกลาง เพื่อคิดค่าบริการผู้อาศัย (เช่า) ที่ไม่ต้องการแบกภาระต้นทุนเงินเดือนพนักงานอาทิ แผนกบัญชี, แผนกการตลาดออนไลน์, แผนกไอทีบริการ (IT Support/Programmer/Data Engineer/Cloud Engineer/Mobile App Developer/Designer), แผนกฝึกอบรม, แผนกลูกค้าสัมพันธ์ (คอยตอบคำถามแทนผู้อาศัย) ผ่านทาง Social Media, Email ซึ่งเท่ากับว่า ถ้าใครสักคนอยากขายน้ำหอม ออนไลน์ มีแค่เงินจ่ายค่าเช่า และค่าบริการ คนเดียวก็เพียงพอที่จะรันธุรกิจได้อย่างสะดวก ง่ายดาย

ผู้อาศัย (เช่า) = MSMEs

พนักงาน = ลูกจ้างของผู้อาศัย (เช่า)

Staff = ลูกจ้างของ e-Commerce Park

e-Commerce Park ในจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2002 แล้ว และมีคนไทยที่ไปเรียนเมืองจีนหลายคนก็ได้มีโอกาสไปฝึกงานใน e-Commerce Park ตามแต่ละเมืองที่ตัวเองไปเรียน แต่สำหรับกรณีผมถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ พบเจอเจ้าของ e-Commerce Park ประมาณ 10% ของ e-Commerce Park จีนทั้งประเทศ ทำให้ได้เห็นความหลากหลาย บางพื้นที่ก็ไม่ได้เปิดให้ต่างชาติเข้าไป ผมก็เพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้าชม และยังได้พาคณะคนไทยกลุ่มนึงไปสัมผัสด้วยตามาแล้ว

แต่ละแห่งที่ไปจะมี จุดแข็ง จุดอ่อน ที่เจ้าของ e-Commerce Park แต่ละแห่งสั่งสมประสบการณ์มานับรวมกันก็ได้มากกว่า 15 ปีแล้วในปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุด เมื่อเราพูดถึง Alibaba ในวันนี้ เราต้องนึกภาพให้ออกว่าเมื่อปี 1999 นั้น Alibaba พัฒนา e-Commerce Platform แบบ C2C ขึ้นมา และในไม่กี่ปีต่อมา Alibaba ก็ได้สร้าง ecosystem  e-Commerce Park ขึ้นมาในช่วง ค.ศ. 2002 ปลายๆ ที่คนในยุคนั้น เรียกว่า Hangzhou e-Commerce Park หรือจะเรียกได้ว่า เป็น e-Commerce Park Model แห่งแรกของจีนเลยก็ว่าได้

ทุกวันนี้คนจีนด้วยกันเอง ก็ไม่ได้กังวลเรื่องว่า Alibaba / JD จะทำให้ธุรกิจ MSMEs เดิมมีปัญหาค้าขายลำบาก แต่กลับมองว่าดีมากๆ ที่มาช่วยเค้าขายได้เร็ว ขายได้ถูก ขายได้มาก

สำหรับผมเอง ที่ได้ใช้ชีวิตกับหลายๆ e-Commerce Park นี่ก็ร่วมปีแล้วที่ศึกษาและเรียนรู้เทคนิคการบริหาร จัดการมา ทำให้ผมชอบโมเดล ecosystem ตัวนี้เป็นอย่างมาก

ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก ที่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดในบทความนี้ แต่เจตนาคือแค่ต้องการให้คนอ่านรับรู้ว่า e-Commerce Park นั้นมีจุดแข็งอะไร และมันช่วย MSMEs ไทยได้ยังไง และที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดมุมมองใหม่ เราไม่ต้องกังวลทุนจีนอะไรอีกต่อไป เพราะถ้าเรามี e-Commerce Park ไทยเมื่อไหร่ เราก็จัดการ Partner กับ e-Commerce Park จีนที่ทำสินค้าชนิดเดียวกับเรา แล้วกระจายสินค้าเราส่งไปขายทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน

(12) พื้นที่ Hangzhou Cross-Border e-Commerce Park ที่ทางรัฐบาลจีนมาทำ Pilot เมื่อปี 2015

E-Commerce Park Hangzhou

(13) พื้นที่ e-Commerce Park เอกชนล่าสุด ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มที่ Hangzhou คาดว่าจะเสร็จในปี 2019

 

ส่วนที่มีคนที่ตามอ่าน Facebook ผมบ่อยๆเรื่องนี้ และคอมเม้นท์ถามว่า e-Commerce Park ไหน เมืองไหน ในจีน ผลิตหรือสร้างสินค้าประเภทไหนยังไง แบบที่เกริ่นไว้ข้างต้นนั้น ไว้ถ้ามีโอกาสจะมาอธิบายให้ฟังเพิ่มเติมในบทความหลังจากนี้ครับ (แต่เดาง่ายๆอยู่แล้วว่า Shenzhen ก็ต้องเป็น สินค้าหมวดอะไรใช่มั้ย?)

 

ถ้าคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์รบกวนแชร์ไปด้วยนะครับ ^^”

ณัฐพร วุ่นกลิ่นหอม (ตั้ม)
NUTTAPORN VOONKLINHOM (TUM)
 Facebook/LinkedIN/Twitter

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *